from เล่าเรื่องผี!

bcpoiqaผีเด็กที่หาดระยอง ตอนที่ 1

ว่ากันว่า ถ้าคนเราต้องตายก่อนวัยอันควร พูดง่ายๆ คือเกิดเหตุที่ทำให้ตายก่อนถึงวันสิ้นอายุขัยแล้ว วิญญาณจะไม่ไปไหนหรอก ยังคงวนเวียนอยู่ในโลกนี้ด้วยความเป็นห่วงเป็นกังวลว่าภารกิจของตนยังไม่จบ สิ้น มีสิ่งคั่งค้างที่จะต้องทำอีกมากมาย

เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้เกิดขึ้นเมื่อเกือบสิบปีก่อน ตอนที่ผมเพิ่งจบจากมหาวิทยาลัยกำลังหางานทำแต่ก็หายากเหลือเกิน ผมตกที่นั่งเดียวกับเพื่อนๆ คือเตะฝุ่นไปเรื่อยๆ และแบมือขอเงินแม่ใช้ ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรมากหรอกครับ เที่ยวเตร่สนุกสนานไปด้วยซ้ำ

มีอยู่คราวหนึ่งผมไปเที่ยวระยองกับเพื่อนเกือบสิบคน ไปเช่ารีสอร์ตที่ริมทะเล พวกเราสิงสู่อยู่ชายหาดตั้งแต่จวนเย็นจนมืดค่ำ เพื่อนกลุ่มหนึ่งอาสาไปซื้อเหล้าเบียร์และกับแกล้มมานั่งกินกันให้สำราญแถวชายหาดนั่นแหละ ส่วนผมนั่งผึ่งลมเล่น เฝ้าเสื้อเฝ้าของอยู่กับเพื่อนอีก 2-3 คน

ราวทุ่มกว่าๆ เห็นจะได้ เพื่อนพาแฟนไปเดินเล่นกะหนุง กะหนิง ทิ้งผมนอนดูเดือนข้างขึ้นอยู่คนเดียว บรรยากาศนั้นไม่น่ากลัวหรอก เพราะมีแสงไฟรีสอร์ตค่อนข้างสว่างและไม่เปลี่ยวเท่าไรนัก ขณะนอนเพลินๆ ผมรู้สึกว่ามีใครเดินมาอยู่ข้างๆ พอลืมตาขึ้นก็เห็นเด็กตัวนิดเดียวยืนอยู่คนหนึ่งเป็นเด็กผู้หญิงอายุราว 7 ขวบ…แสงไฟส่องให้เห็นว่าเธอใส่เสื้อยืดแขนสั้นสีขาวลายการ์ตูน กางเกงขาสั้นสีแดง เปียกโชกไปทั้งตัวรวมทั้งหัวเปียกปอนจนมีน้ำหยดติ๋งๆ

“ไม่หนาวเหรอ?” ผมทัก ในใจคิดว่าเด็กอะไรค่ำมืดยังไม่รู้จักขึ้นบ้าน “หนาว..” เสียงเศร้าๆ ดังเคล้ากับเสียงคลื่นเซาะหาด เธอห่อไหล่ ตัวสั่นขึ้นมาทันทีจนผมอดเวทนาไม่ได้…หรือว่าเธอจะหลงทาง? “พ่อแม่ไปไหนล่ะ ทำไมมาคนเดียว หลงกับใครรึเปล่า?”

เด็กน้อยก้มหน้า ตอบเบาๆ ว่าทุกคนกลับบ้านไปหมดแล้ว…เป็นเรื่องละซิ! ผมเจอเด็กหลงทางเข้าจริงๆ ด้วย ผมรีบลุกขึ้นนั่ง ตั้งใจว่าต้องช่วยเด็กคนนี้แล้วละ เลยถามว่าเธอมาจากไหน? บ้านช่องอยู่ที่ใด? เธอตอบว่าบ้านอยู่อยุธยา มาเที่ยวทะเลกับพ่อแม่พี่น้อง และเธอกลับบ้านไม่ได้…ลมหนาวพัดมาวูบหนึ่ง แปลกมากที่อากาศค่อนข้างอบอ้าว แต่ลมนั่นเป็นลมหนาวจนผม ขนลุกซ่าไปทั้งตัว “จะให้พี่ช่วยอะไรล่ะ? ไปหาตำรวจด้วยกันมั้ย?”

 

xaqzfsปลดปล่อยวิญญาณ

หลายสิบปี ที่จังหวัดสุพรรณบุรีทางผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งเป็นลูกศิษย์หลวงปู่สังวาลย์ เขมโก วัดทุ่งสามัคคีธรรม สุพรรณบุรี ได้กราบเรียนหลวงปู่ ถึงความคิดที่จะทำสังฆทานอุทิศให้กับทหารทั้งไทยและพม่าที่ได้เสียชีวิต ณ.บริเวณที่ทางผู้ว่าฯเชื่อว่าพม่าและไทยได้เคยทำการรบกันในเขตจังหวัดสุพรรณบุรี

ทางหลวงปู่สังวาลย์ก็เห็นด้วยเพียงแต่ท่านกล่าวว่าการที่จะปลดปล่อยวิญญาณ จำนวนมากขนาดนี้ให้เป็นไปสู่สุขติ ต้องให้พระอรหันต์ที่มีฤทธิ์มากมีบารมีมากมาเป็นประธานในการรับมหาสังฆทานในครั้งนี้ ซึ่งหลวงปู่สังวาลย์ เห็นว่าทั้งเมืองไทยตอนนี้ มีเพียงหลวงตามหาบัวเท่านั้นที่ทำได้ ทางผู้ว่าฯจึงได้นิมนต์หลวงตามารับมหาสังฆทานในครั้งนี้หลังจากหลวงตาบัวท่านมาเป็นประธาน

ในเย็นวันนั้นเองก็เกิดเหตุอัศจรรย์ คือมีไส้เดือนมุดดินขึ้นมาตายในบริเวณที่ทำพิธี (ซึ่งเชื่อว่าเคยเป็นสนามรบ)จำนวนมหาศาลคนทำความสะอาดกวาดซากไส้เดือนลงเข่งได้นับสิบๆเข่งนี้คงเป็นการปลดปล่อยวิญญาณครั้งมโหฬารจริงๆ อีกครั้งเมื่อคราวปิดโครงการณ์ช่วยชาติเพื่อนผมคนหนึ่งมีวาสนาได้ไปร่วมงานหลังจากพิธีการทั้งหลายเสร็จสิ้นหลวงตาท่านก็ให้พรซึ่งท่านได้กล่าวว่า วันนี้จะให้พรเป็นพิเศษให้ตั้งใจรับให้ดี

แล้วท่านก็สวด ยถาฯ นั่นก็ยถาธรรมดาไม่ได้มีบทอี่นเป็นพิเศษไปกว่าทุกครั้ง แต่เพื่อนผมคนที่ไปได้ยินเสียงอะไรซักอย่างแตกจากตัวของเขาเอง พอสำรวจดูก็ถึงบางอ้อพร้อมน้ำตาเพราะพระที่ทำจากผงกระดูกราคาหลายหมื่นแตก แตกทั้งที่กรอบทองยังปรกติ สงสัยวิญญาณกุมารคงไปสู่สุคติแล้ว

dzdrtglkผีภายในวัดบวรนิเวศฯ ตอนที่ 3

และหากกลับจากธุดงค์ท่านจะมาพักที่วัดบวรฯอยู่เป็นประจำ โดยทางวัดจะจัดกุฏิที่ “คณะสูง” ซึ่งเป็นกุฏิ 2 ชั้น เอาไว้สำหรับพระชาวต่างชาติที่มาขอบวชพัก และที่คณะสูงนี้เองเล่ากันว่า พระภิกษุยอร์ชท่านเจอดีอยู่เป็นประจำ นั่นคือวันดีคืนดีก็จะได้ยินเสียงหวีดร้องเป็นเสียงสูงตรงหน้ากุฏิอยู่บ่อย ครั้ง แต่ความที่ท่านเป็นพระที่ปฏิบัติมานาน จึงเห็นเรื่องผี และวิญญาณเป็นของธรรมดา ท่านจึงไม่กลัว

พอได้ยินก็จะเปิดประตูออกมาดู จึงได้เห็นเป็นเงาคนดำ ๆ อยู่บนเฉลียงตึก แล้วพอท่านเดินไปดูใกล้ ๆ ร่างนั้นก็กลับกลายเป็นโครงกระดูกทั้งร่าง พระภิกษุยอร์ชพอเห็นเช่นนั้นท่านกลับขำ จึงหัวเราะออกมาเบา ๆ ทำให้โครงกระดูกนั้นค่อยเลือนหายไป คล้ายกับมาปรากฏร่างให้ท่านปลง

ซึ่งพระภิกษุยอร์ชก็ได้ขอให้มาปรากฏเช่นนี้ทุกคืน คืนหนึ่งก็มาให้นานสักหน่อย เพื่อท่านจะได้เพ่งพิจารณา ให้เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ตามแนวทางของพระสายวิปัสสนากรรมฐาน แล้วก็จะแบ่งส่วนบุญส่วนกุศลให้จะได้พ้นจากการเป็นเปรต แต่คงเพราะความที่ท่านหัวเราะเสียก่อน เปรตตนนั้นจึงไม่เคยมาปรากฏกาย แสดงร่างเป็นโครงกระดูกให้ท่านเห็นอีกเลย

วัดบวรฯ ในยุคสมัยต่อมา เรื่องของผีโอปปาติกะ หรือวิญญาณทั้งหลายที่เคยปรากฏให้พระรุ่นเก่า ๆ เห็นก็คงเป็นเรื่องเล่าปากต่อปากต่อๆกันมา กลิ่นไอของความเขย่าขวัญในเรื่องราวที่ได้ยินได้ฟังจึงดูไม่น่ากลัวเท่าไหร่ เพราะวิญญาณหรือ “ผี” ทั้งหลาย ที่มาปรากฏตัวให้เห็นนั้นไม่เคยให้โทษหรือทำร้ายใคร “ผี” ก็อยู่ในภูมิของ “ผี” ซึ่งอาจจะซ้อนอยู่ในภูมิเดียวกับมนุษย์ในบางสถานที่และบางเวลา

topydผีภายในวัดบวรนิเวศฯ ตอนที่ 2

เวลามาปรากฏตัวค่อนข้างจะพิสดารคือ ทั้ง 3 ตน จะชอบไต่อยู่บนเพดานกุฏิ เวลาลงมาบนพื้นเธอทั้ง 3 จะค่อย ๆ ไต่จากเพดานลงมา และยังชอบมานั่งเล่นแถว ๆ ระเบียงกุฏิโดยไม่สนใจว่าจะมีคนมาเห็นหรือไม่ และดูเหมือนจะเป็นกิจวัตรที่พวกเธอชอบทำอยู่เป็นประจำหรือบางทีราว ๆ โพล้เพล้ใกล้ค่ำ ผีสาวทั้ง 3 ก็ชอบที่จะไปนั่งที่กุฏิใกล้ต้นประดู่ของคณะแดง แถมบางวันอาจมีเด็กผมจุกปักปิ่นน่ารักในชุดไทยมานั่งเล่นอยู่ด้วย ภาพจากมิติวิญญาณเช่นนี้ทั้งพระ เณร และเด็กวัดบวรฯ ในอดีตเห็นกันจนชินตา จึงเล่าสู่กันฟังรุ่นแล้วรุ่นเล่า จนเป็นเรื่องปกติธรรมดาของชาววัดบวรฯ มาในภายหลังคณะแดงได้ถูกรื้อลงโดยคำสั่งของเจ้าพระคุณสมเด็จเจ้าอาวาสในยุค นั้นเพื่อสร้างอาคารใหญ่ ภปร. แทนที่ แต่ก่อนที่จะรื้อ ทางวัดก็ได้ทำพิธีบวงสรวง อัญเชิญวิญญาณเจ้าที่เจ้าทางที่กุฏิคณะแดง และที่ต้นประดู่ไปอยู่ที่อื่นก่อน

เพื่อความสงบเรียบร้อยระหว่างก่อสร้าง จนเมื่ออาคาร ภปร.แล้วเสร็จก็ดูเหมือนเรื่องวิญญาณผีสาวโบราณ 3 ตน และเด็กผมจุกก็จะเงียบ ๆ ลงไป คาดว่าคงจะไปหาที่อยู่ใหม่ได้แล้วหรือไม่ป่านนี้พวกเธอคงจะไปเกิดใหม่ที่ไหน ซักแห่งแล้วก็ได้ เรื่องต่อมานั้นเกิดขึ้นกับพระภิกษุชาวต่างชาติที่เข้ามาบวชและปฏิบัติธรรมภายในวัดบวรฯ ในราวปี พ.ศ. 2517 – 2518 พระภิกษุรายนี้ชื่อ ยอร์ช เป็นชาวอังกฤษ ท่านชื่นชอบการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน และเคยออกธุดงค์ฝึกปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานกับพระอาจารย์สายกรรมฐานทางภาค อีสานมาเป็นเวลานานกว่า 10 ปี

hcfsaaมีประสบการณ์ระทึกมาเล่าให้ฟัง คือเมื่อตอนอายุ10 ขวบ อากงของนัทเสีย แต่เสียที่บ้านเป็นมะเร็งที่หลอดลม จำได้ว่า ตอนใกล้จะสิ้นใจนาฬิกาตีบอกเวลา 5 โมงเย็นพอดี อากงนอนอยู่มีสายยางสอที่ปาก เรียกแม่ และลุงเข้าไป หา บอกว่า ทุกคนอย่าทิ้งกงไป กงไม่อยากอยู่คนเดียว กงกลัว พร้อมกับหลับตาลง และก็ลืมตาขึ้นมาอีก แม่นัทบอกว่า กงไม่ต้องห่วงที่บ้าน ไปสบายเถอะ อากงเรียกหา พ่อ นัทซึ่งไปทำงานอยู่เมืองนอก ต้องปลอบใจไปว่าเดี๋ยวก็มาสักพักกงก็จากพวกเราไป มันเป็นภาพที่ฝังใจเด็กอย่างพวกเรามากๆๆเลย ตอนนั้น นัทนั่งอยู่กับพี่ชาย กอดกันร้องไห้เลย เราติดต่อญาติ และนำศพไปทำพิธีที่ศีราชา สวดกงเต๊ก ตอนปันจุใส่โลง จำปา เนื่องจากว่าบ้านนัท เป็นบ้านไม้สองชั้น ประตู

เข้าบ้านเล็กจึงไม่สามารถ นำโลงออกได้ ต้องรื้อประตูออก ที่หน้าบ้านปลูกต้นฝรั่งไว้ คนจีนถือว่ามันจะดูดกลิ่นศพไว้ จึงต้องตัดเอาออก แม่นัทนำเสื้อผ้าของใช้ของกงไปต้มแล้วบริจาคให้คนอื่น นำสเลดน้ำเหลืองที่กงอาเจียนออกไปทิ้ง ที่โคนต้นมะพร้าวแล้วไปงานศพที่ศรีราชา พอเสร็จพิธี เราก็เดินทางกลับบ้่าน คืนนั้นเป็นคืนที่สาม หลังจากกงเสีย แม่ร้องไห้ และบอกพวกเรา ( นัท กับพี่ ) ว่า กงมาหาที่หน้าบ้านแต่บอกว่าเข้าไม่ได้ ข้างนอกหนาวมาก ในใจคิดว่าแม่คงจะฝันไป พอหลับต่อไปได้สักพัก รู้สึกมีลมเย็นๆๆผ่านหน้า สบาย ในใจคิดว่าแม่คงจะลุกขึ้นมาพัดให้ เพราะสมัยก่อนที่บ้านยังไม่มีไฟฟ้าใช้ เป็นบ้านสวน ที่ฝั่งธน จึง นอนตะแคงตัว สลึมสลือ

ค่อยลืมตา ภาพที่ปรากฎต่อหน้าคือกงมานั่งที่ปลายเท้าพัดให้เราอยู่ เรางี้ขนลุกไปหมดไม่กล้ากระดุกกระดิกเลย สักพักกงก็ลุกไป แล้วไปนั่งตรงเก้าอี้โยก จ้องมองมาที่พวกเรา เราอธิฐานในใจบอกกงว่าไม่ต้องเป็นห่วงเรานะ แล้วก็ข่มตาหลับ ตอนเช้าตื่นมาเล่าให้แม่ฟังแม่ก็ร้องไห้อีกบอกว่าเห็นเหมือนกัน พี่ชายด้วย จึงไปทำบุญให้เผาเสื้อผ้าไปให้ แต่ทุกคนในบ้านก็ยังได้กลิ่นอยู่ ( กลิ่นยา + กลิ่นสเลด ) จนแม่ต้องไปเชิญซินแสมานำวิญญาณกงไปที่ฮวงซุ้ย ที่ศรีราชา หลังจากนั้นก็ไม่มีใครได้กลิ่น หรือเห็นกงอีกเลย

โทรศัพท์ผี ตอนที่ 2

ฉันอึกอัก มือเย็นเฉียบ นี่โสภิตาล้อฉันเล่นรึเปล่า? แรงไปหน่อยนะ! ”โส…อ้อมไม่อยู่แล้วนะ! เป็นมะเร็งที่ปอด เสียไปเมื่อสองปีก่อน…” “อยู่สิ เขายังไม่ไปไหนสักหน่อย เรานัดกันจะไปหาเธอที่บ้านค่ำนี้!” โทรศัพท์ แทบหลุดจากมือ ฉันตกตะลึง ขณะเดียวกันสายก็หลุดไปซะงั้น…ปลายทางเงียบกริบ ไม่มีแม้แต่เสียงแมวกรน ฉันขยับปลั๊ก เสียงครืด…ยาวๆ กลับมา แต่ไม่มีเสียงแจ้วๆ ของโสภิตาอีกต่อไป ฉันสับสน งงงัน แล้วสักพักก็มือไม้สั่นเทา ขณะหยิบมือถือมากดเบอร์ของแหววเพื่อนรักอีกคนที่พบกันในงานศพอ้อมนั่นแหละเป็นครั้งสุดท้าย ข่าวที่ได้จากแหววทำให้ฉันเข่าอ่อนยวบ หน้ามืดจะเป็นลมซะให้ได้ โส ภิตาที่ฉันพูดด้วยตะกี้น่ะ แหววบอกว่าเป็นไปไม่ได้หรอก เพราะเพื่อนอีกคนเพิ่งส่งข่าวร้ายมาบอกว่า เธอรถคว่ำตายที่ฝรั่งเศสพร้อมสามีเมื่อไม่กี่วันก่อนนี้เอง! แหววตื่นเต้นตกใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นกับฉันหยกๆ เธอขนลุกไปหมดแล้วไม่อยากจะเชื่อ แต่มันเกิดขึ้นจริงๆ ฉันรู้สึกเหมือนหลับวูบแล้วละเมอฝันไป…แต่ฉันไม่ได้หลับ ลูกชายที่รับโทรศัพท์เป็นพยานได้ คืน นั้น…ทันทีที่พลบค่ำ ตะวันตกดิน ฉันถึงกับจับไข้ รู้สึกหนาวจนตัวสั่น…คำที่ว่าโสภิตากับอ้อมนัดกันจะมาหาฉันยังแว่วอยู่ใน หู…ฉันจุดธูปบอกศาลพระภูมิด้วยความหวาดกลัว ว่าอย่าให้วิญญาณ ทั้งสองนี่เข้ามานะ! ถึงจะเป็นเพื่อนแต่ฉันก็กลัวใจจะขาด ไม่เป็นอันทำอะไรเลยค่ะ กลัวกันทั้งบ้าน…แต่คืนนั้นก็ผ่านไปด้วยดี… อย่าง ไรก็ตาม นึกถึงทีไรดิฉันก็สยองจนขนหัวลุก ไม่น่าเชื่อว่าประโยคธรรมดาๆ ที่ว่าจะมาหาที่บ้าน มันจะน่าหวาดหวั่นขนาดนี้…น่ากลัวที่สุดในชีวิตฉันเลยละค่ะ!

วิญญาณโทรมาหา

คุณเคยคุยโทรศัพท์กับผีหรือป่าว ในวันหนึ่งก็ได้ยินตอนฟังของวันที่ 20 มิ.ย. ช่วง the shock ย้อนยุค…. ได้ยินพี่ป๋องพูดถึงเรื่องผีที่มาเล่าในรายการแบบ the shock ที่เชียงใหม่ ตอนนั้นผมอยู่ในเหตุการณ์ด้วย ….. เรื่องนี้เกิดปี 2538 ช่วงประมาณ พ.ย. – ธ.ค. ตอน นั้นกำลังเตรียมตัวอ่านหนังสือสอบ ก็ช่วงเวลาที่รายการนี้ก็ประมาณ the shock นี่ล่ะ ผมก็นั่งฟังไปด้วยอ่านหนังสือไปช่วงนึงมีผู้หญิงโทรมา….น้ำเสียงที่เธอพูดช้ และเย็นๆ มาก … ก็ไม่ได้คิดอะไรกัน เธอเล่าว่า “มีผู้หญิงคนนึงจะกลับบ้าน ทางเดินเข้าบ้านเธอมันเปลี่ยว พอเดินได้สักพักก็มี คนขับมอไซด์ มาฉุดผู้หญิงคนนั้น ไปข่มขืนในป่าข้างทาง แล้ว มันก็ฆ่าเธอ มันฆ่าหนู ๆ ฮือๆๆๆๆๆๆ ” แล้วสายก็หลุดไปเฉยๆ พร้อมกับความงวยงงขอดีเจและคนฟังทั้งเชียงใหม่ หลังจากนั้นรายการก็พยายามติดต่อสายเดิมแต่โทรไม่ติด ก็มีแต่คนโทรมาบอกถึงความสงสัยของคนเล่าว่าเสียงทำไมพูดยานจังหรือเสียงเหมือนผีเลย …. น่ากลัวมากเลย …. แล้วพอสักพักดีเจก็ให้ร่วมกันโหวตเรื่องเล่าที่น่ากลัวประจำคืนนั้น ปรากฏว่าเรื่องนี้ได้รางวัล ทางทีมงานเข้าใจว่าโทรไปอีกก็ไม่ติดก็พูดว่าให้น้องคนนั้นติดต่อกลับมา แต่ก็ทางายการพยายามพูดถึงทั้งเดือน ก็ไม่มีคนมารับ ผมก็ได้เล่าเรื่องนี้กับเพื่อนให้ฟังว่ารู้สึกว่าเหมือนผีเนอะ เพื่อนผมก็บอกว่าคิดว่าเหมือนกันเพราะมีข่าวว่ามีผู้หญิงถูกข่มขืนแล้วฆ่า เหมือนกันตอนช่วงนั้น แต่ไม่มีใครยืนยันได้ว่า คนที่เล่าเป็นผี หรือคนมาเล่า

วิญญาณ อ๊อฟ-อภิชาติ

เรื่องราวที่ยากเกินพิสูจน์ของ สีดา พัวพิมล คุณแม่ของพระเอกดัง อ๊อฟ-อภิชาติ ที่เสียชีวิตไปแล้ว โดยการบันทึกเทปวันนั้นทีมงานรายการขออนุญาตเชิญวิญญาณ อ๊อฟ มาในรายการ โดยเชิญ อาจารย์เจน คนรู้กรรม ที่มีความถนัดด้านการเชิญดวงวิญญาณมาพูดคุย เมื่อเริ่มพิธีจุดธูปเชิญวิญญาณไม่นาน อ.เจน ก็หันมาบอกคุณแม่สีดาว่า อ๊อฟมาแล้ว ยืนอยู่ ข้าง ๆ ใส่เสื้อสีเหลือง สวมกางเกงยีน เขามาด้วยอาการหนาวสั่นและอ่อนแรง มีคน คุมมาด้วย 2 คน ทำเอาทั้งเหล่าพิธีกรและทีมงานพากันขนลุก แล้วที่ทำให้คุณแม่อึ้ง เมื่อคุณเจนบอกต่ออีกว่า “คุณอ๊อฟฝากบอกคุณแม่ว่า ขอบคุณมาก สำหรับนมสดที่คุณแม่ทำบุญไปให้เสมอ ๆ อ๊อฟได้ รับแล้ว” จากนั้นคุณเจนถามอ๊อฟว่า เป็นอะไรถึงเสีย แต่อ๊อฟ ไม่ตอบ แต่เอามือจับหน้าอก ก่อนจะ บอกว่า “วูบแรกก่อนเสียชีวิตคิด ถึงลูก เป็นห่วงลูกมาก อยากฝากให้ คุณแม่ช่วยดูแลลูกสาวอ๊อฟด้วย” ได้ ฟังเท่านั้นแหละ คุณแม่สีดา ถึงกับปล่อยโฮร้องไห้อย่างสะอึกสะอื้น ก่อนจะพูดว่า “อ๊อฟ ถ้าอ๊อฟอยู่ที่นี่จริง แม่อยากบอกอ๊อฟว่าแม่คิดถึงอ๊อฟมาก ๆ อ๊อฟช่วยกอดแม่หน่อย แม่เหงาและอ้างว้าง ทำไมลูกรีบมาทิ้งแม่ไปแบบนี้” งานนี้ทำเอาสามพิธีกรและทีมงานในสตูดิโอถึงกับน้ำตาไหลไปตาม ๆ กัน เรื่องราวทั้งหมดจะจบลงอย่างไร ติดตามชมเรื่องราวได้ในรายการ “คนอวดผี” ห้าทุ่มคืนวันพุธนี้ทางช่อง 7 อภิชาติ พัวพิมล เสียชีวิตเมื่อ วันที่ 16 พฤศจิกายน 2549 ชื่อเล่น อ๊อฟ เป็นนักแสดงที่มีฉายาว่า “คีอานู รีฟเมืองไทย” หรือ “คีนู อ๊อฟ” เป็น บุตรของนายอมรจักร วิญญทาน และ นางสีดา พัวพิมล มีพี่น้อง 2 คน อภิชาติ เสียชีวิต ด้วยโรคหอบหืด และมีอาการเส้นเลือดหัวใจตีบแทรกซ้อน รวมอายุ 30 ปี 3 เดือน

ผีโหยรัก                                                                                                

มีอยู่วันหนึ่งเป็นช่วงหน้าฝน คืนนั้นฝนตกทั้งคืน นุก็ยังคงไปเรียนศึกษาผู้ใหญ่ในตัวอำเภอเหมือนเดิม หลังจากเลิกเรียนแล้วคืนนั้นนุไปเที่ยวบ้านเพื่อนต่อจนเวลา 02.00 น. จะกลับบ้าน แต่เพื่อนของนุเห็นฝนยังตกไม่หยุด จึงชวนนุค้างที่บ้าน แต่นุปฏิเสธพร้อมกับบอกว่า “ระยะทางไม่ไกลหรอก เรากลับจนชินแล้ว หลับตาเรายังขี่ได้ เรื่องกลับบ้านแค่นี้เรื่องเล็ก ขอให้วางใจเถอะ” เมื่อนุพูดอย่างนี้ เพื่อนของเขาก็ส่วยหัวกับความดื้อรั้นของนุ แล้วเขาคงไม่รู้ว่าเดือนก่อนตรงบริเวณก่อนถึงหลักกิโลเมตรที่ 2 ซึ่งมีศาลาพักร้อนอยู่ข้างทาง มีผู้หญิงสาวสวยรุ่นราวคราวเดียวกับนุอกหักจากแฟนผูกคอตายที่ป้ายนี้ เมื่อเธอตายแล้ว วิญญาณของเธอก็ไม่ยอมไปไหน วนเวียนอยู่ที่นี่ คอยหลอกคนนั้นคนนี้ที่ผ่านมา จนคนแถวนั้นกลัว แต่นะไม่รู้มาก่อน และนึกไม่ถึงว่าผียังมีอยู่ในโลก คิดว่าคนเราตายไปแล้วทุกคน เมื่อถูกเผาก็กลายเป็นเถ้าธุลีไป .จนมาถึงทางเข้าหมู่บ้าน กม.7 ผู้หญิงสาวคนนั้นก็บอกให้นุหยุดรถ บอกถึงบ้านแล้ว “ส่ง..แค่..นี้..พอ..แล้ว..พี่..ไม่..ต้อง..ส่ง..บ้านหรอก” หญิงสาวคนนั้นชี้ให้นุเห็นหลังคาบ้าน พร้อมบอกว่า “หลัง..กลัว..แม่..ด่า..ส่ง..แค่…นี้..พอ..เสื้อ..ตัว..นี้..น้อง..ขอ..ใส่..ก่อน..อากาศ..หนาว..” นุจึงบอกว่า “งั้นพี่กลับบ้านก่อนเดี๋ยวดึกเกินไป วันหลังพบกันใหม่” ว่าแล้วเขาก็ขับรถต่อไปเพื่อให้ถึงบ้านเร็ว ๆ พอรุ่งขึ้นสายหน่อย นุคิดอยากไปเที่ยวบ้านหญิงสาวคนนั้นอีก พร้อมกับเอาเสื้อแจ็กเก็ตคืนด้วย พอไปถึงบ้านที่หญิงสาวคนนั้นบอกเมื่อคืน เขาก็ได้พบกับหญิงชราคนหนึ่งอายุก็ราว 50-60 ปี นุได้ถามถึงหญิงสาวคนหนึ่งที่เคยอยู่บ้านนี้มาก่อน ตอนแรกหลังจากหญิงชราได้ฟังนุเล่าเรื่องที่พบเจอเธอจนจบ หญิงชราคนนั้นก็มีอาการตกใจมาก คิดไม่ถึงว่าวิญญาณลูกสาวตายแล้วยังไม่ยอมไปเกิด ยังมาหลอกหลอนคนอีก หญิงชราคนนั้นจึงได้เล่าความจริงว่า ลูกสาวยายตายไปได้เดือนกว่าแล้ว ถ้าเธออยากพบเขาอีกก็ลองไปที่สุสานต้องเจอแน่ เพราะศพลูกสาวยายฝังไว้ที่สุสานแห่งนั้น ครั้งแรกที่พูดนุไม่เชื่อ พอหญิงชราพานุไปเห็นถึงเชื่อว่าตัวเขาได้ถูกผีหลอก เกือบช็อกในตอนนั้น นุพบกับเสื้อของตัวเอง วางคลุมอยู่บนหลุมศพของหญิงสาวคนนั้น จึงเชื่อสนิทว่าตัวเองได้ถูกผีหลอก จึงตกใจมาก กลับมาถึงบ้านจิตใจของนุในเวลานั้นไม่อยู่กับเนื้อกับตัว มีอาการหวาดกลัวมาก ดิฉันได้ข่าวว่านุโดนผีผู้หญิงสาวหลอกตรงบริเวณป้ายจึงไปเยี่ยม ตอนนั้นเห็นสภาพของเขาแล้วน่าสงสารมาก ยังมีอาการหวาดกลัวอยู่ ข้าวปลาไม่ยอมกิน พ่อแม่พี่น้องก็พยายามหาหมอผีมารักษาอาการของนุให้หาย แต่ก็ยังไม่ดีขึ้น ทุกครั้งที่ญาติพี่น้องไปเยี่ยมเขาจะมีอาการหวาดกลัว เหมือนกำลังเห็นอะไร ร้องตะโกนลั่นบ้านกลัวแล้ว กลัวแล้วๆๆ อยู่อย่างนั้นตลอดทั้งวันและกลางคืนด้วย จนญาติพี่น้องคิดว่าคงหมดหนทางรักษาแล้ว แต่แล้วในวันหนึ่งญาติของเขาคนหนึ่ง ก็พบพระธุดงค์องค์หนึ่ง พักอยู่ที่วัด กม.7 จึงไปนมัสการพร้อมเล่าเรื่องของนุให้ท่านฟัง