from เล่าเรื่องผี!

untitled5วัยรุ่นคนที่นั่งซ้อนรถไปด้วยก็เล่าว่า เขาก็บอกคนที่ขับรถไปว่าเขามาเที่ยวกันแล้วเพื่อนก็เป็นอะไรไม่รู้ ทันใดนั้นคนที่ขับรถอยู่ก็หัวเราะขึ้นโดยมีน้ำเสียงเปลี่ยนไป จากเดิมเสียงใหญ่มากและพูดยานๆว่า มันไม่เป็นอะไรหรอก ตอนนั้นเขากลัวมากๆ แต่แล้วก็ถึงคับ เจ้าหน้าที่ที่ขับรถก็เป็นปกติเหมือนเดิม พอลงจากรถด้วยความเป็น ห่วงก็ให้คนช่วยยก บอย ไปห้องพยาบาล ซึ่งหมอบอกว่าเขาแค่เป็นลมธรรมดาเอง มาพูดถึงเพื่อนอีก 8 คนที่เดินกลับ ตอนนั้นเทียนดับไปแล้ว พวกเขาก็ อาศัยแสงไฟ จากโทรศัพท์ มือถือ ตลอดเวลาที่พวกเขาเดินไปเหมือนมีคนตามมาตลอด และเพื่อนคนหนึ่งโดนพลักตกหลุม ถึง 2 ครั้ง โดยเพื่อนทุกคนยืนยันว่าไม่มี ใครแกล้ง และพวกเขาก็เห็นแสงไฟข้างหน้า เป็นแสงไฟตามบ้านอะไรประมาณนี้ พวกเขาก็รีบเดิน แต่ยิ่งเดินยิ่งไกล และแล้วแสงไฟก็หายไป พวกเขาก็เดินต่อไป แต่มันมาที่เดิม พวกเขาเดินวน ทุกคนเริ่มกลัว เริ่มลนกัน หมด เพราะเดินวนกลับมา ที่เดิมตลอด แล้วก็มีอยู่คนหนึ่งแหวกหน้าที่สูงประมาณหัวที่ขึ้นอยู่ข้างทาง ปรากฎว่าเขาเจอแสงไฟทั้งๆที่ไม่หน้าเจอ พวกเขาพบกับ เจ้าหน้าที่ที่ใส่ชุด ทหาร สวมไอ้โม่ง 2 คนส่องไฟมาทางเขา แล้วบอกว่า เจอพวกมันแล้ว ตอนแรก เขานึกว่าเพื่อนเขาที่มากับรถ บอกให้คนออกมาตามหาพวกเขา แต่ไม่ใช่คับ จู่ๆ ทหาร 2 คนก็หายไปไหนไม่รู้ และพวกเขาก็เห็นคนเห็นไฟมากขึ้น เขามาถึงที่พัก กันแล้ว และพวกเขาก็ได้จุดธูปขอขมาเจ้าที่เจ้าทางพอปักธูป กำลังเดินกลับ บอย ก็ออกมาพอดีคับ โดยที่ไม่มีอาการใดๆเลย มาตอนเช้าเขาก็ถามหาเจ้าหน้าที่ที่ มาส่งบอยที่ใส่ชุดทหาร เพื่อจะขอบคุณเขา ปรากฏว่าไม่มีคับ และ พวกเจ้าหน้าที่ บอกว่า ไม่มีใครใส่ชุดเต็มยศขนาดนั้นเลย พวกเขาเดินกลับไปดูทางที่เดินมาเมื่อ คืน ต้นไม้ใหญ่ที่เห็นเมื่อคืนก็ไม่มี มีแต่หน้าเตี้ยไม่ถึงเข่าเลย จะว่าเขาไปทาง อื่นก็ไม่ใช่ เพราะยังมีร่องรอย พวกผ้าพันแผล พลาสเตอร์ ที่เขาใช้กัน หล่นอยู่ ข้างทางอยู่เลย ก่อนที่พวกเขาจะกลับเขาก็แวะไหว้ศาล ผมจำไม่ได้ว่าศาลอะไร ปรากฎว่าในศาล มีไม้เท้า อยู่ ซึ่งลักษณะ ไม้เท้า เหมือนกับไม้ที่พวกเขาใช้เมื่อคืนนี้ คือมีเพื่อนเขาคนหนึ่ง ถือไม้ลักษณะเหมือนไม้เท้าในศาลเลย เขาถือไว้เพื่อ นำทางเพราะมืดมองไม่เห็น และเขาก็ได้วางไว้ในป่าก่อนที่จะกลับมาพวกเขาจึง คิดว่า เจ้าศาลนี้ได้ไปช่วยพวกเขา พอกลับมาถึงบ้านแม่ ของบอย ก็ ทักว่าเอา ใครมาด้วย ตัวใหญ่ ตาแดง พวกเขาไม่ได้เล่าให้แม่บอยฟัง เพราะกลัวโดนว่า ใน ขณะที่แม่บอยนั่งคุยกับ น้องสาวอยู่ เกิดได้ยินเสียง ขึ้นมาว่า ให้พวกมันไปขอขมากู แล้วพวกเขาก็เล่าให้แม่บอยฟัง ก็ไปทำสังฆทานกัน แม่บอยเล่าว่า ช่วงที่เขาไปเที่ยว ภูกระดึงกัน ได้ฟันเห็นต้นไม้ใหญ่แผ่ กิ่งมาเหมือนมือ กำลัง ไล่ตอน เด็กอยู่ แม่บอยก็ร้องบอกว่าอย่าไปทำเลยสงสารเด็กมัน ในฝันก็ไม่ได้เห็นเป็น บอยน่ะ เห็นเป็นเด็กเล็กเฉยๆ

untitled5ในระหว่างที่เดินอยู่ เหมือนมีคนวิ่งเอามือระต้นไม้ ผ่านพวกเขาไป ได้ยินกันทุกคน แต่ไม่มีใครกล้าทัก พอเดินๆไปเพื่อนของบอย ที่ เดินอยู่ข้างหน้า ร้องออกมาว่าเห็นคน บอยตบหัวเพื่อนพร้อมบอกว่า คนที่ไหนไม่เห็นมีเลย เดินไปได้ซักพักบอยรู้สึก เหมือนมีคน มาหายใจรดต้นคอ และรู้สึก แน่นที่หน้าอกมากๆ พวกเขาเดินไปถึงทาง 3 แพร่ง และกำลังจะเลี้ยว มีคนหนึ่ง ร้องทัก ให้ตรวจ สอบคนก่อนว่าครบหรือเปล่า ก็เริ่มนับคับ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 แล้ว เงียบไป ไม่มีเสียงขานของ บอย ตอนแรกก็นึกว่า บอย แกล้งจึงมองหาแต่ไม่เจอ คับ พวกเขาจึงรีบวิ่งย้อนกลับไปที่ทางเดิม และพบบอยนอนอยู่ข้างทางใน ลักษณะที่ตั้งแต่ส่วนเอวลงไปอยู่ในป่า ส่วนท่อนบนอยู่บนถนน เหมือนมีคนกำลัง ลากโดยดึงขาเขาเข้าไปในป่า และตอนนั้นบอยมีอาการกระตุกตาเหลือก พวก เพื่อนๆก็ตกใจ บีบที่แขนที่ขาเขาก็บีบไม่ได้บอยตัวแข็งไปทั้งตัวเลย บีบไม่ลงไม่ยุบ เลย พวกเขาจึงหามบอยโดยคนหนึ่งซ้อนใต้แขนทั้งสอง อีกคนยกขา เดินไป ใน ระหว่างที่เดิน คนที่อยู่หน้าสุด ร้องว่าเห็นงูอยู่ข้างหน้า ทุกคนเห็นเป็นงูเหมือนกันหมด 9 คนยกเว้น บอย ที่ไม่รู้สึกตัวแล้ว แต่จากงูกลายเป็นกิ่งไม้ไปต่อหน้าพวก เขานั้นแหละ โดยพวกเขายืนยันว่าตอนแรกเป็นงูจริงๆ คนที่หามบอย 2 คนเริ่มไม่ ไหวแล้ว ทั้งที่บอยตัวนิดเดียว คนหามทั้งสองคนตัวใหญ่กว่าเยอะ ต้องให้เพื่อน มาช่วยกันหามอีกคน เขาบอกว่า บอยตัวหนักขึ้น ครับหาม 3 คนก็ไม่ไหวบอยก็หล่นลงมา มีอาการชักอย่างน่ากลัว ตาก็เหลือกด้วย ในขณะนั้นเองเพื่อนอีกคน ก็ร้องว่า เห็นแสงไฟ ต้องเป็นคนแน่ๆ พวกเขาก็รีบไปหาแสงไฟ ปรากฎว่าเป็น แสงไฟ จากรถมอเตอร์ไซ ทั้งๆที่ตอนแรกไม่ได้ยินเสียงรถเลย คนขับเป็น ชาย ใส่ชุด ทหารพราน สวมไอ้โม่ง พวกเขาก็บอกว่ามีคนเจ็บให้ช่วยหน่อย คนที่ขับ รถก็บอกให้เอาคนเจ็บขึ้น รถมา และให้คนขึ้นรถมาอีกคนคอยจับคนที่เจ็บไม่ให้ร่วง และแนะนำให้พวกที่เหลือเดินไปอีกทางที่เป็นทางลัด จะถึงเร็วกว่า

untitled5

ประสบการณ์ลี้ลับ ที่ได้ไปเจอมา ที่ภูกระดึง เรื่องเกิดขึ้นจาก การที่พวกเขานัด กันไป ท่องเที่ยว พักแรม ที่ภูกระดึง โดยก่อน ที่จะขึ้นไปเที่ยว แม่เขาก็เตือนแล้วให้ไหว้ เจ้าที่เจ้าทาง เจ้าป่า เจ้าเขาก่อน แต่มาตอนเช้าพวกเขาเห็นว่า มันชักช้าเกินไปพวกเขาเลยไม่ได้ไหว้ไม่ได้ทำอะไรเลย พวกเขาไปกันทั้งหมด 10 คน หนึ่งในนั้นมีคนชื่อ บอย เขาไม่ค่อยจะเชื่อเรื่องแบบ นี้ จึงพูดจาหยาบคาย ท้าทาย ตลอด เพื่อนห้ามก็เหมือนยิ่งยุ เขาบอกว่าเขาพูด หยาบมากๆ ตลอดการเดินทาง บอย ก็พูดจา หยาบคาย ไปเรื่อยๆ จนจึงยอดภูกระดึง ในตอนนั้นมีคนที่มา เที่ยวภูกระดึง และ ขึ้นมาบนยอดภู เหมือน กับกลุ่ม ของบอย หลายกลุ่มเหมือนกัน พอถึงยอดภู ด้วยความคึกคะนอง ของ บอย เขาตะโกนเสียงคำว่า…ค….เพื่อฟังเสียงสะท้อนกลับมา ในตอนนั้น บอยก็รู้สึกเหมือนมีคนจ้องมองมาที่เขา เขาถามเพื่อนก็บอกว่าไม่ได้มอง จนพระอาทิตย์ตก พวกเขาก็กลับกัน ตอนนั้นค่อนข้างมืดแล้ว กลุ่มของ บอย อาศัยแสงไฟจากกลุ่ม นักท่องเที่ยวคนอื่น โดย ด้านหน้าก็มีนักท่องเที่ยว ด้านหลังก็มีนักท่องเที่ยว แต่ยิ่งเดินไป แสงไฟจากนักท่องเที่ยวคนอื่น ยิ่ง ห่างออกไปทุกที พวกบอยก็เร่งฝีเท้าเพื่อตามให้ทัน ปรากฎว่าแป็บเดียวหายไป แล้วหันมาข้างหลังก็ไม่มีใครเลย มีแต่พวกเขาเหลืออยู่กลุ่มเดียว พวกเขาจึงรีบเดินกลับกันโดยแวะซื้อเทียนแค่ 2 เล่ม เพราะเห็นว่าใกล้จะถึงแล้ว เขาก็เดินไปกัน ตอนแรกพวกเขาสามารถเดินเรียงหน้ากระดาน 4 คนได้เลย แต่พอเดินๆไปทำไม ทางแคบลงๆก็ไม่รู้ จนพวกเขาต้องเดินเรียงแถวไป โดยคนแรกถือเทียน 1 เล่ม และคนที่อยู่ท้ายแถว 1 เล่ม บอยเป็นคนที่อยู่รั้งท้าย ตลอดทางพวกเขาจะนับ 1 ถึง 10 เผื่อใครหายจะได้รู้

ivmnbcfcผีเด็กที่หาดระยอง ตอนที่ 2

เธอไม่ตอบ แต่เงยหน้ามองผม…ตอนนั้นเองผมสังเกตว่านัยน์ตาเธอแดงก่ำเหมือนเส้นเลือดตา ขาวแตก…เมื่อกี้ยังไม่เป็นไรเลยนี่นา…อากาศยิ่งหนาวเย็น เสียงคลื่นก็คล้ายเสียงใครกำลังร้องไห้อยู่ใกล้ๆ ผมรู้สึกว่ายิ่งจ้องนาน เธอเริ่มค่อยๆ เปลี่ยนไปทุกที มีน้ำใสๆ ไหลรินออกจากจมูก และเมื่อเธออ้าปากขึ้นก็มีน้ำไหลออกมาเหมือนกัน สีผิวทั้งใบหน้าและเนื้อตัวของเธอคล้ำลงต่อหน้าต่อตาผมจนดูเขียวไปหมด

คุณพระช่วย! นี่มันศพเด็กจมน้ำตายชัดๆ ผมใจหายวาบ ตัวแข็งทื่อ “หนูอยากกลับบ้าน…” เสียงปนสะอื้นดังวู่หวิว “อยากไปโรงเรียน หนูกำลังจะสอบด้วย ฮืออออ…ช่วยหนูด้วยเถอะจ้ะ…” ขนหัวผมลุกซ่า ม่านตาพร่าพราย แต่ยังเห็นว่าเธอพูดโดยไม่เปิดปากแม้แต่น้อย น้ำใสๆ ยังไหลพลั่กๆ ออกจากปากและจมูก แถมยังมีเลือดเป็นสายบางๆ ปนออกมาด้วย ผมรู้สึกหน้ามืด วิงเวียนวูบวาบเหมือนโลกทั้งโลกกำลังหมุนติ้ว…

ทันใดนั้นเสียงเพื่อนก็เรียกชื่อผมอย่างตกใจ พอดีกับที่ผมหงายหลังผลึ่ง…ภาพสุดท้ายที่เห็นก่อนจะหมดสตินั้น เด็กน้อย ยังยืนอยู่ที่เดิม แต่ดูเหมือนเพื่อนผมจะไม่เห็นเธอ เมื่อฟื้นขึ้นมา เพื่อนบอกว่าผมหมดสติไปราวห้านาที พวกเขาตกใจมากที่เห็นนั่งพูดอยู่คนเดียว แล้วอยู่ดีๆ ก็โงนเงน ล้มตึงไปเฉยๆ ทุกคนตื่นเต้นกับเรื่องที่ผมเล่า…เรารีบเก็บข้าวของและม้วนเสื่อขึ้นข้างบน…

ชายหาดแห่งนี้เคยมีเด็กจมน้ำตายแทบทุกปี จนเป็นที่เลื่องลือ นึกไม่ถึงว่าผมจะได้มาเจอกับวิญญาณของเด็กหญิงที่น่าสงสาร ภาพของเธอยังติดหูติดตาผมมาจนถึงทุกวันนี้ น่าสงสารเหลือเกิน…เวลาทำบุญใส่บาตร ผมก็จะอุทิศส่วนกุศลให้เธอสงบสุข ผมอยากช่วยเธอมากกว่านี้ แต่ไม่รู้จะทำยังไง ในใจคิดอยู่เสมอว่าเด็กน้อยห่วงเรียนห่วงสอบ ผมอธิษฐานจิตบอกเธอเสมอว่าไม่ต้องห่วงอะไรอีกแล้วละ เธอจากโลกนี้ไปแล้วละ ขอให้สู่สุคติเถอะนะ!

bcpoiqaผีเด็กที่หาดระยอง ตอนที่ 1

ว่ากันว่า ถ้าคนเราต้องตายก่อนวัยอันควร พูดง่ายๆ คือเกิดเหตุที่ทำให้ตายก่อนถึงวันสิ้นอายุขัยแล้ว วิญญาณจะไม่ไปไหนหรอก ยังคงวนเวียนอยู่ในโลกนี้ด้วยความเป็นห่วงเป็นกังวลว่าภารกิจของตนยังไม่จบ สิ้น มีสิ่งคั่งค้างที่จะต้องทำอีกมากมาย

เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้เกิดขึ้นเมื่อเกือบสิบปีก่อน ตอนที่ผมเพิ่งจบจากมหาวิทยาลัยกำลังหางานทำแต่ก็หายากเหลือเกิน ผมตกที่นั่งเดียวกับเพื่อนๆ คือเตะฝุ่นไปเรื่อยๆ และแบมือขอเงินแม่ใช้ ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรมากหรอกครับ เที่ยวเตร่สนุกสนานไปด้วยซ้ำ

มีอยู่คราวหนึ่งผมไปเที่ยวระยองกับเพื่อนเกือบสิบคน ไปเช่ารีสอร์ตที่ริมทะเล พวกเราสิงสู่อยู่ชายหาดตั้งแต่จวนเย็นจนมืดค่ำ เพื่อนกลุ่มหนึ่งอาสาไปซื้อเหล้าเบียร์และกับแกล้มมานั่งกินกันให้สำราญแถวชายหาดนั่นแหละ ส่วนผมนั่งผึ่งลมเล่น เฝ้าเสื้อเฝ้าของอยู่กับเพื่อนอีก 2-3 คน

ราวทุ่มกว่าๆ เห็นจะได้ เพื่อนพาแฟนไปเดินเล่นกะหนุง กะหนิง ทิ้งผมนอนดูเดือนข้างขึ้นอยู่คนเดียว บรรยากาศนั้นไม่น่ากลัวหรอก เพราะมีแสงไฟรีสอร์ตค่อนข้างสว่างและไม่เปลี่ยวเท่าไรนัก ขณะนอนเพลินๆ ผมรู้สึกว่ามีใครเดินมาอยู่ข้างๆ พอลืมตาขึ้นก็เห็นเด็กตัวนิดเดียวยืนอยู่คนหนึ่งเป็นเด็กผู้หญิงอายุราว 7 ขวบ…แสงไฟส่องให้เห็นว่าเธอใส่เสื้อยืดแขนสั้นสีขาวลายการ์ตูน กางเกงขาสั้นสีแดง เปียกโชกไปทั้งตัวรวมทั้งหัวเปียกปอนจนมีน้ำหยดติ๋งๆ

“ไม่หนาวเหรอ?” ผมทัก ในใจคิดว่าเด็กอะไรค่ำมืดยังไม่รู้จักขึ้นบ้าน “หนาว..” เสียงเศร้าๆ ดังเคล้ากับเสียงคลื่นเซาะหาด เธอห่อไหล่ ตัวสั่นขึ้นมาทันทีจนผมอดเวทนาไม่ได้…หรือว่าเธอจะหลงทาง? “พ่อแม่ไปไหนล่ะ ทำไมมาคนเดียว หลงกับใครรึเปล่า?”

เด็กน้อยก้มหน้า ตอบเบาๆ ว่าทุกคนกลับบ้านไปหมดแล้ว…เป็นเรื่องละซิ! ผมเจอเด็กหลงทางเข้าจริงๆ ด้วย ผมรีบลุกขึ้นนั่ง ตั้งใจว่าต้องช่วยเด็กคนนี้แล้วละ เลยถามว่าเธอมาจากไหน? บ้านช่องอยู่ที่ใด? เธอตอบว่าบ้านอยู่อยุธยา มาเที่ยวทะเลกับพ่อแม่พี่น้อง และเธอกลับบ้านไม่ได้…ลมหนาวพัดมาวูบหนึ่ง แปลกมากที่อากาศค่อนข้างอบอ้าว แต่ลมนั่นเป็นลมหนาวจนผม ขนลุกซ่าไปทั้งตัว “จะให้พี่ช่วยอะไรล่ะ? ไปหาตำรวจด้วยกันมั้ย?”

 

xaqzfsปลดปล่อยวิญญาณ

หลายสิบปี ที่จังหวัดสุพรรณบุรีทางผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งเป็นลูกศิษย์หลวงปู่สังวาลย์ เขมโก วัดทุ่งสามัคคีธรรม สุพรรณบุรี ได้กราบเรียนหลวงปู่ ถึงความคิดที่จะทำสังฆทานอุทิศให้กับทหารทั้งไทยและพม่าที่ได้เสียชีวิต ณ.บริเวณที่ทางผู้ว่าฯเชื่อว่าพม่าและไทยได้เคยทำการรบกันในเขตจังหวัดสุพรรณบุรี

ทางหลวงปู่สังวาลย์ก็เห็นด้วยเพียงแต่ท่านกล่าวว่าการที่จะปลดปล่อยวิญญาณ จำนวนมากขนาดนี้ให้เป็นไปสู่สุขติ ต้องให้พระอรหันต์ที่มีฤทธิ์มากมีบารมีมากมาเป็นประธานในการรับมหาสังฆทานในครั้งนี้ ซึ่งหลวงปู่สังวาลย์ เห็นว่าทั้งเมืองไทยตอนนี้ มีเพียงหลวงตามหาบัวเท่านั้นที่ทำได้ ทางผู้ว่าฯจึงได้นิมนต์หลวงตามารับมหาสังฆทานในครั้งนี้หลังจากหลวงตาบัวท่านมาเป็นประธาน

ในเย็นวันนั้นเองก็เกิดเหตุอัศจรรย์ คือมีไส้เดือนมุดดินขึ้นมาตายในบริเวณที่ทำพิธี (ซึ่งเชื่อว่าเคยเป็นสนามรบ)จำนวนมหาศาลคนทำความสะอาดกวาดซากไส้เดือนลงเข่งได้นับสิบๆเข่งนี้คงเป็นการปลดปล่อยวิญญาณครั้งมโหฬารจริงๆ อีกครั้งเมื่อคราวปิดโครงการณ์ช่วยชาติเพื่อนผมคนหนึ่งมีวาสนาได้ไปร่วมงานหลังจากพิธีการทั้งหลายเสร็จสิ้นหลวงตาท่านก็ให้พรซึ่งท่านได้กล่าวว่า วันนี้จะให้พรเป็นพิเศษให้ตั้งใจรับให้ดี

แล้วท่านก็สวด ยถาฯ นั่นก็ยถาธรรมดาไม่ได้มีบทอี่นเป็นพิเศษไปกว่าทุกครั้ง แต่เพื่อนผมคนที่ไปได้ยินเสียงอะไรซักอย่างแตกจากตัวของเขาเอง พอสำรวจดูก็ถึงบางอ้อพร้อมน้ำตาเพราะพระที่ทำจากผงกระดูกราคาหลายหมื่นแตก แตกทั้งที่กรอบทองยังปรกติ สงสัยวิญญาณกุมารคงไปสู่สุคติแล้ว

dzdrtglkผีภายในวัดบวรนิเวศฯ ตอนที่ 3

และหากกลับจากธุดงค์ท่านจะมาพักที่วัดบวรฯอยู่เป็นประจำ โดยทางวัดจะจัดกุฏิที่ “คณะสูง” ซึ่งเป็นกุฏิ 2 ชั้น เอาไว้สำหรับพระชาวต่างชาติที่มาขอบวชพัก และที่คณะสูงนี้เองเล่ากันว่า พระภิกษุยอร์ชท่านเจอดีอยู่เป็นประจำ นั่นคือวันดีคืนดีก็จะได้ยินเสียงหวีดร้องเป็นเสียงสูงตรงหน้ากุฏิอยู่บ่อย ครั้ง แต่ความที่ท่านเป็นพระที่ปฏิบัติมานาน จึงเห็นเรื่องผี และวิญญาณเป็นของธรรมดา ท่านจึงไม่กลัว

พอได้ยินก็จะเปิดประตูออกมาดู จึงได้เห็นเป็นเงาคนดำ ๆ อยู่บนเฉลียงตึก แล้วพอท่านเดินไปดูใกล้ ๆ ร่างนั้นก็กลับกลายเป็นโครงกระดูกทั้งร่าง พระภิกษุยอร์ชพอเห็นเช่นนั้นท่านกลับขำ จึงหัวเราะออกมาเบา ๆ ทำให้โครงกระดูกนั้นค่อยเลือนหายไป คล้ายกับมาปรากฏร่างให้ท่านปลง

ซึ่งพระภิกษุยอร์ชก็ได้ขอให้มาปรากฏเช่นนี้ทุกคืน คืนหนึ่งก็มาให้นานสักหน่อย เพื่อท่านจะได้เพ่งพิจารณา ให้เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ตามแนวทางของพระสายวิปัสสนากรรมฐาน แล้วก็จะแบ่งส่วนบุญส่วนกุศลให้จะได้พ้นจากการเป็นเปรต แต่คงเพราะความที่ท่านหัวเราะเสียก่อน เปรตตนนั้นจึงไม่เคยมาปรากฏกาย แสดงร่างเป็นโครงกระดูกให้ท่านเห็นอีกเลย

วัดบวรฯ ในยุคสมัยต่อมา เรื่องของผีโอปปาติกะ หรือวิญญาณทั้งหลายที่เคยปรากฏให้พระรุ่นเก่า ๆ เห็นก็คงเป็นเรื่องเล่าปากต่อปากต่อๆกันมา กลิ่นไอของความเขย่าขวัญในเรื่องราวที่ได้ยินได้ฟังจึงดูไม่น่ากลัวเท่าไหร่ เพราะวิญญาณหรือ “ผี” ทั้งหลาย ที่มาปรากฏตัวให้เห็นนั้นไม่เคยให้โทษหรือทำร้ายใคร “ผี” ก็อยู่ในภูมิของ “ผี” ซึ่งอาจจะซ้อนอยู่ในภูมิเดียวกับมนุษย์ในบางสถานที่และบางเวลา

topydผีภายในวัดบวรนิเวศฯ ตอนที่ 2

เวลามาปรากฏตัวค่อนข้างจะพิสดารคือ ทั้ง 3 ตน จะชอบไต่อยู่บนเพดานกุฏิ เวลาลงมาบนพื้นเธอทั้ง 3 จะค่อย ๆ ไต่จากเพดานลงมา และยังชอบมานั่งเล่นแถว ๆ ระเบียงกุฏิโดยไม่สนใจว่าจะมีคนมาเห็นหรือไม่ และดูเหมือนจะเป็นกิจวัตรที่พวกเธอชอบทำอยู่เป็นประจำหรือบางทีราว ๆ โพล้เพล้ใกล้ค่ำ ผีสาวทั้ง 3 ก็ชอบที่จะไปนั่งที่กุฏิใกล้ต้นประดู่ของคณะแดง แถมบางวันอาจมีเด็กผมจุกปักปิ่นน่ารักในชุดไทยมานั่งเล่นอยู่ด้วย ภาพจากมิติวิญญาณเช่นนี้ทั้งพระ เณร และเด็กวัดบวรฯ ในอดีตเห็นกันจนชินตา จึงเล่าสู่กันฟังรุ่นแล้วรุ่นเล่า จนเป็นเรื่องปกติธรรมดาของชาววัดบวรฯ มาในภายหลังคณะแดงได้ถูกรื้อลงโดยคำสั่งของเจ้าพระคุณสมเด็จเจ้าอาวาสในยุค นั้นเพื่อสร้างอาคารใหญ่ ภปร. แทนที่ แต่ก่อนที่จะรื้อ ทางวัดก็ได้ทำพิธีบวงสรวง อัญเชิญวิญญาณเจ้าที่เจ้าทางที่กุฏิคณะแดง และที่ต้นประดู่ไปอยู่ที่อื่นก่อน

เพื่อความสงบเรียบร้อยระหว่างก่อสร้าง จนเมื่ออาคาร ภปร.แล้วเสร็จก็ดูเหมือนเรื่องวิญญาณผีสาวโบราณ 3 ตน และเด็กผมจุกก็จะเงียบ ๆ ลงไป คาดว่าคงจะไปหาที่อยู่ใหม่ได้แล้วหรือไม่ป่านนี้พวกเธอคงจะไปเกิดใหม่ที่ไหน ซักแห่งแล้วก็ได้ เรื่องต่อมานั้นเกิดขึ้นกับพระภิกษุชาวต่างชาติที่เข้ามาบวชและปฏิบัติธรรมภายในวัดบวรฯ ในราวปี พ.ศ. 2517 – 2518 พระภิกษุรายนี้ชื่อ ยอร์ช เป็นชาวอังกฤษ ท่านชื่นชอบการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน และเคยออกธุดงค์ฝึกปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานกับพระอาจารย์สายกรรมฐานทางภาค อีสานมาเป็นเวลานานกว่า 10 ปี

cdfgghvผีภายในวัดบวรนิเวศฯ ตอนที่ 1

ผีภายในวัดบวรนิเวศฯ ที่มาปรากฏกายให้พระสงฆ์เห็นกันอยู่บ่อย ๆ ในอดีตนั้นเล่ากันมาว่ามีหลอกกันหลายรูปแบบ แต่ส่วนใหญ่มักมาปรากฏร่างให้เห็นแล้วก็แวบหายไป หรือบางทีไม่ได้ตั้งใจจะให้เห็น แต่พระ เณรและเด็กวัดไปเห็นเองโดยบังเอิญก็มี ทำไมที่วัดนี้จึงเป็นต้นตำรับผีที่ร่ำลือกันว่ามีเยอะนัก และที่เห็นกันส่วนมาก ก็มาในรูปของหญิงสาวในชุดไทย และเด็กผมจุกแต่งตัวโบราณ

เหตุที่เป็นเช่นนี้คงเพราะที่แห่งนี้เป็นวัดเก่าแก่ของเจ้านายผู้มีเชื้อสาย และขุนนางผู้ใหญ่มาแต่โบราณ เป็นวัดใหญ่ที่สร้างมานานจึงมีเสนาสนะมีพระอุโบสถ วิหาร เจดีย์ หมู่กุฏิพระ พระตำหนักต่าง ๆ และเรือนไทยอันสวยงามมากมาย ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมยุคเก่า สภาพภายในวัดร่มครึ้มไปด้วยต้นไม้ใหญ่น้อย มองดูร่มเย็น และสงบเงียบด้วยเหตุนี้ จึงอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มีวิญญาณมาอาศัยเยอะ เพราะสถานที่สวยงามและน่าอยู่ ดังนั้น เรื่องเล่าเกี่ยวกับ “ผี ๆ สาง ๆ” จึงมีตามมาต่าง ๆ นานา

มีเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ เป็นเรื่องของ “ผีสาวโบราณ” ซึ่งท่านเจ้าคุณอมรโมลี (จุนท์ พรหมคตโต) เล่าให้คนใกล้ชิดฟังว่า ในสมัยก่อนยังมี “คณะแดง” ซึ่งเป็นหมู่กุฏิพระเก่าแก่ซึ่งเล่ากันหนาหูว่า “ผีดุ” นัก มีพระเก่า ๆ หลายรูปรวมถึงเด็กวัดที่อาศัยอยู่ในคณะแดง เคยเล่าให้ท่านเจ้าคุณอมรโมลีฟังว่า เคยเห็นผีสาว 3 ตน ที่กุฏิหลังหนึ่งในคณะแดง เป็นกุฏิหลังที่อยู่ติดกับคูน้ำในวัด ผีสาว 3 ตน ที่พระและเด็กวัดเห็นนั้นเล่าตรงกันว่า แต่งตัวแบบโบราณคือนุ่งผ้าซิ่น ห่มผ้าสไบเฉียง แต่งตัวคล้ายกัน

ofdkvofเจ้าที่หรือผีกันแน่

ตอนนั้นเป็นวันที่ผมเข้าค่ายที่โรงเรียนครับ ก็พอตกกลางคืน ลูกเสือ และเนตรนารี ทุกคนก็ต้องเข้านอนครับ และพวกคุณครูก็ไปประชุมที่โรงอาหาร ซึ่ง อยู่ไกลจาก ตัวอาคารที่ลูกเสือนอนกัน ซึ่งไม่มีครูเฝ้าเลยลูกเสือเลย ระหว่างโรงอาหาร กับ ตึกอาคารที่ลูกเสือนอน จะมีสนามใหญ่ครับ มีไฟเปิดสว่างโล่ครับ ซึ่งไปจากสนาม ก็ทะลุมาถึงในห้องที่นอนกันครับ ตอนเข้านอนเวลา 4 ทุ่มครับ เมื่อไม่มีครู พวกลูกเสือก็คุยกัน จีอกแจ๊ก จอแจ เลยครับ

แล้วพอประมาณ 5 ทุ่ม ก็เริ่มเงียบกัน ผมก็เริ่มง่วงนอนแล้ว ก็เริ่มหลับตาแบบหรี่ๆ พอดี มุมมองผม มองออกไปนอกหน้าต่างพอดีครับ เลยเห็นไฟตรงห้องน้ำ ผมเห็นมันติดๆดับ ผมก็ไม่ได้คิดไรครับ แล้วผมก็หลับตา แต่ยังไม่หลับนะครับ ตอนนี้เพื่อนเงียบหมดแล้ว แล้วซักพักก็มีเพื่อนคนนึงพูดกับเพื่อนของเค้าว่า เฮ้ย มะกี้ เห็นใคร เดินผ่านประตูอะปล่าว (ประตูจะมีกระจกบานเล็กๆ มองลอดอกไปได้ครับ)

เห็น แต่ฝั่งผมทั้งฝั่งไม่เห็นนะครับ แล้วก็มีเพื่อนคนนึงพูดว่า “เราเห็นคนผมยาวๆ ปิดหน้า แล้วเห็นไหล่เสื้อขาว” แล้วก็มีเพื่อนอีกหลายคนพูดว่า “เออ เราก็เห็น” แล้วมีเพื่อนคนนึงครับ แอบเปิดประตูออกไป แล้วก็มองไปทางที่เค้าเห็นคนเดินไป แล้วก็เค้ามาบอกว่า “ไม่เห็นมีใครเลย” ซึ่งเป็นทางที่ยาวมากเลยครับ ซึ่งคนที่เดินผ่านหน้าห้องไป ไม่น่าจะเดินได้เร็วขนาดนั้น

แล้วไฟหน้าห้องก็เริ่มติดๆ ดับๆ ครับ แล้วเพื่อนในห้องก็บอก “เอาแล้วไง เจอของเข้าแล้ว” แล้วซักพัก ไฟก็หายเป็นปรกติครับ แล้วครูก็เปิดประตูเข้ามา ก็มามองๆ ดูความเรียบร้อย แล้วก็ไปครับ ซึ่งตอนนั้นผมมองออกไปนอกหน้าต่าง ไฟดวงนั้น กลับเป็นปรกติแล้วครับ ผมก็เลยคิดว่า โดนแหงม รีบหลับๆ ให้มันผ่านไปดีกว่า แล้วผมก็หลับไป ตื่นขึ้นมา เพื่อนๆ ในห้องก็คุยเกี่ยวกับเรื่องเมื่อคืนกัน

ก็มีคนส่วนใหญ่บอกกันว่า “เจ้าที่หรือเปล่า อย่าไปคิดมากเลย” ผมก็พยายามเชื่อครับ ไม่คิดไรมาก เพราะผมเป็นคนกลัวผีมากๆ เลย แต่ชอบดูอะไรเกี่ยวกับผีๆ นะครับ

next ›